ศุภจี นำทัพ! รัฐบาล หารือ เอกชน วางแผนแนวทางรองรับมาตรการทางการค้า
ศุภจี นำทัพ! รัฐบาล หารือ เอกชน วางแผนแนวทางรองรับมาตรการทางการค้า เร่งสะกัดสินค้าด้อยคุณภาพ-ทะลัก-สวมสิทธิ เผย! เตรียมเสนอ เอกนิติ ในที่ประชุม คสธก. วันที่ 9 ธ.ค. นี้ เพื่อออกมาตรการควบคุมอย่างเคร่งครัด
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการการประชุมหารือระหว่างภาครัฐ-เอกชน เพื่อสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวรองรับมาตรการทางการค้า เสร็จสิ้นว่า เนื่องจากประเทศไทยกำลังเจอกับสภาวะ การค้าขายของโลกที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะ ส่งผลให้ไทยต้องปรับตัวและเข้มแข็ง ทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน
โดยในส่วนของภาคเอกชน มีผู้ที่มาเข้าร่วมให้ความคิดเห็นและมารับฟังความคืบหน้าของนโยบาย
ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือ สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าไทย สภาผู้ส่งออก สมาคมธนาคารไทย ภาคธนาคาร รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้มาตรการสามารถเดินไปข้างหน้าได้
สำหรับวัตถุประสงค์ในการประชุมครั้งนี้ นางศุภจี ระบุว่า มี 3 เรื่องสำคัญ คือ
1.ปัญหาสินค้าราคาถูกด้อยคุณภาพ และผิดกฎหมายจากต่างประเทศ ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ที่นอกจากส่งผลให้เกิดความสูญเสียในเรื่องของมาตรฐานที่ไม่ถูกต้องและอันตรายแล้ว ยังทำให้ผู้ประกอบการในประเทศแข่งขันยาก เนื่องจากสินค้าที่เข้ามาไม่ถูกต้องค่อนข้างเยอะ ทั้งเรื่องของราคาและคุณภาพ
2.ปัญหาสินค้าเข้ามาแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ผลิตไทย โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม
3.ปัญหาการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) ที่ส่งผลให้ไทยสูญเสียในเรื่องของการพัฒนาสิทธิของคนไทย หรือ Local content คือ สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่เป็นของผู้ประกอบการไทย
3 เรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องเร่งจัดการ และต้องร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งการประชุมในวันนี้ได้ผลสำเร็จค่อนข้างดี เพราะมีการนำความคืบหน้ามาพูดคุยในที่ประชุม รวมถึงได้รับข้อเสนอแนะ และคำแนะนำเพิ่มเติม ในการที่จะนำมาพัฒนาให้การดำเนินงานของรัฐบาลตอบโจทย์ให้ได้มากที่สุด
นางศุภจี ระบุด้วยว่า ผลของการประชุมในวันนี้กระทรวงพาณิชย์ จะนำข้อมูลที่ได้ ไปเสนอต่อคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมาย (คสธก.) ในที่ประชุมวันที่ 9 ธันวาคม 2568 โดยมี รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) เป็นประธาน ซึ่งก็จะออกมาตรการที่ชัดเจนออกมาอีกครั้งในภายหลัง
และหลังจากที่มีการกำหนดมาตรการที่ชัดเจนออกมา กระทรวงพาณิชย์ จะรับฟังความคืบหน้าจากผู้ประกอบการและภาคเอกชน ว่า มาตรการดังกล่าว สามารถทำได้จริงหรือไม่ และมีอะไรที่ต้องปรับปรุงเพิ่มเติมหรือไม่ โดยจะมีการให้รายงานความคืบหน้า และจะมีการนำสถิติเก่ามาเปรียบเทียบกับสถิติใหม่ ภายหลังการเริ่มใช้มาตรการ เพื่อดูว่ามีการพัฒนามากน้อยขนาดไหน
ส่วนความคืบหน้าของกฎเกณฑ์มูลค่าเพิ่มในภูมิภาค (Regional Value Content หรือ RVC ) นั้น นางศุภจีระบุว่า สำหรับ กฎ RVC ที่สำคัญมาก อย่างของอเมริกา ขณะนี้ ไทยกำลังเจรจา และหากได้ข้อกำหนดที่ชัดเจน จะให้ความรู้และให้ภาคเอกชนได้รับทราบ อย่างไรก็ตามช่วงนี้เป็นช่วงที่รัฐทำงานร่วมกับเอกชน เพื่อที่จะตีกรอบกฎเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อนำไปสู่การเจรจาที่สัมเร็จ โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้
เราเองมีความตั้งใจที่จะให้ข้อมูลและให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว เพื่อที่จะให้สามารถนำนโยบายออกมาตอบเป็นโจทย์ให้ได้ และไม่ใช่แค่เฉพาะในส่วนของกระทรวงพาณิชย์เท่านั้น แต่ในส่วนของ BOI ก็มีความยินดีที่จะให้ความรู้กับนักลงทุนที่จะมาลงทุนในประเทศ เนื่องจากนักลงทุนที่จะเข้ามาในอนาคต ต้องเข้าใจในเรื่องของ Localcontent และ RVC ด้วย
ด้านนางกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร กรมศุลกากร ระบุว่า ในส่วนของสินค้าที่เข้ามาแข่งขันแบบไม่เป็นธรรม ขณะนี้กรมศุลกากร ได้เชิญตัวแทนแพลตฟอร์มต่างๆที่นำเข้าสินค้ามาขายในประเทศ มาร่วมพูดคุยเพื่อออกนโยบายกำกับควบคุม พร้อมทั้งได้ขอความร่วมมือ ให้แจ้งข้อมูลการขายสินค้ามายังกรมศุลกากรโดยตรง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลสินค้าที่ถูกนำเข้ามาในประเทศ
ส่วนประเด็นมาตรฐานสินค้า กรมศุลกากร ได้ขอความร่วมมือให้งดจำหน่าย สินค้าที่ไม่ได้ติดใบอนุญาต และให้จำหน่ายเฉพาะสินค้าที่มีมาตรฐานเท่านั้น และหากพบว่าสินค้ายังไม่ผ่านมาตรฐาน ขอให้ระงับการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย
นอกจากนี้ กรมศุลกากรกำลังดำเนินการจัดเก็บภาษีสินค้าออนไลน์นำเข้าทุกชนิด ในวันที่ 1 มกราคม 2569 แบบไม่มีข้อยกเว้นมูลค่าต่ำ หลังกรมศุลกากรเดินหน้าแก้ไขระบบการจัดเก็บภาษี โดยยกเลิกเกณฑ์มูลค่าขั้นต่ำ (De Minimis) ที่เคยยกเว้นภาษีให้สินค้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท
เรากำลังเสนอกฎหมาย ว่าเมื่อมีสินค้าเข้ามาในประเทศเยอะ และสร้างความไม่เป็นธรรมกับสินค้าในประเทศ ซึ่งหากดูจากข้อมูล จะพบว่า ในปี 2567 มีสินค้าผิดกฎหมายเข้าประเทศไทยประมาณ 200 ล้านชิ้น มูลค่ารวมกว่า 40,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ราว 30,000 ล้านบาทเพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะเป็นมาตรการหนึ่ง ว่าจะไม่มีการเว้นค่าอากรศุลกากรแล้ว ซึ่งจะเป็นมาตรการที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปีหน้าเป็นต้นไป
ขณะที่นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย หรือ สรท. กล่าวว่า ในฐานะภาคเอกชน จากที่ได้ฟังวิธีคิดของรัฐมนตรีฯ ในวันนี้ ทำให้มีความมั่นใจ เพราะรัฐมนตรีฯ มีความรู้เเละเข้าใจ ความเคลื่อนไหวของภาคเอกชนและทราบถึงปัญหา ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกรมศุลกากร ที่จะร่วมมือกันทำให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชนเกิดขึ้นได้จริง และจะทำให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ส ในแพลตฟอร์มต่างๆ จะผ่านมาตรฐานได้ เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญการควบคุม
ซึ่งยอมรับว่าที่ผ่านมามีความกังวลการก็อปปี้สินค้าไทยแล้วส่งเข้ามาขายในราคาที่ถูกกว่า จึงอยากขอให้กระทรวงพาณิชย์ ช่วยดูแลและคุ้มครองผู้ประกอบการไทย เพื่อไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้นอีกต่อไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB